วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

‪‎ประวัติศาสตร์ทะเลสาบมรณะ‬กับรักรวมเพศ‬‬




ประวัติศาสตร์ทะเลสาบมรณะกับรักรวมเพศ

‪#AlBahrulMayit_DeadSea_ทะเลสาบมรณะ

ทะเลเดดซี หรือ ทะเลมรณะ (อังกฤษ: Dead Sea; อาหรับ: البَحْر المَيّت, อัลบะฮฺรุ อัลมัยยิต; ฮีบรู: יָם הַמֶּלַח, ยัม ฮาเมลาห์ (ทะเลเกลือ)) เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก อยู่ตรงเขตแดนประเทศจอร์แดนและอิสราเอล ระดับน้ำอยู่ต่ำที่สุด

 

ทะเลเดดซีอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียที่ด้านเหนือ และที่ราบสูงทรานสจอร์แดนที่ด้านตะวันออก แม่น้ำจอร์แดนจะไหลจากทางเหนือมายังทะเลเดดซีนี้ ซึ่งมีความยาว 80 กิโลเมตร และมีความกว้างถึง 18 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่นั้น 1,020 ตารางกิโลเมตร แหลมอัลลิซาน (แปลว่า ลิ้น) แบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน ตอนเหนือใหญ่กว่า ล้อมรอบพื้นที่ 3/4 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนความลึกนั้นประมาณ 400 เมตร แอ่งตอนเหนือนั้นเล็ก และตื้น (ลึกประมาณ 3 เมตร) พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อยู่อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35 เมตร

 

คนชาวอาหรับจะเรียกทะเลสาบเดดซีกันว่า "อัลบาห์รัลไมยิตหมายความว่า ทะเลมรณะ เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ขณะที่ภาษาฮีบรูเรียกทะเลสาบนี้ว่า "ยัมฮาเมละฮ์" ซึ่งหมายความว่า "ทะเลเกลือ" เป็นทะเลที่เค็มที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีความยาว 76 กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดที่ลึกที่สุดคือ 400 เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่ ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกอีกแห่งด้วย สำหรับทะเลสาบเดดซี เป็นทะเลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย ยกเว้นแต่แบคทีเรียและเห็ดราบางชนิด

 

ทะเลเดดซีกินเนื้อที่ส่วนต่ำสุดของถ้ำในทะเลจอร์แดน-ทะเลเดดซี (ยาว 560 กิโลเมตร) ซึ่งขยายออกไปจากทางเหนือของสันปันน้ำแอฟริกาตะวันออก เป็นภูเขาที่จมลงในเขตรอบเลื่อนทวีปขนานสองรอย คือทางตะวันออก ตามขอบที่ราบสูงโมอาบ ซึ่งมองจากทะเลสาบนี้เห็นได้ง่ายกว่ารอยเลื่อนตะวันตก ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการยกตัว

 

ในยุคจูแรสซิกและครีเทเชียส (คือราว 208 - 66.4 ล้านปีที่ผ่านมา) ก่อนการเกิดถ้ำ ทะเลเมดิเตอร์เคไมโอซีน (23.7 - 5.3 ล้านปีที่ผ่านมา) ก้นทะเลยกตัวขึ้น ทำให้มีระดับสูงกว่าเดิมมาก

 

ทะเลเดดซีอยู่ในเขตทะเลทราย น้ำเค็ม ฝนตกก็น้อย และไม่สม่ำเสมอ ปีหนึ่งราว 65 มิลลิเมตร

 

เหตุที่เรียกว่าเดดซีเพราะทะเลสาบนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่นเลย มีเพียงแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะเลเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลนี้ระเหยขึ้นทำให้เกลือในทะเลสาบเดดซีตกค้างอยู่ในบริเวณเดิม น้ำในทะเลสาบเดดซีจึงมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลปกติถึง 6 เท่า ด้วยเหตุที่น้ำมีความเค็มมากขนาดนี้ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จึงเรียกทะเลสาบนี้ว่าทะเลสาบเดดซี มีความหมายว่าทะเลสาบมรณะ

 

ท ะ เ ล เ ด ด ซี เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ป ร ะ ช า ช า ติ ยุ ค ก่ อ น ห รื อ ไ ม่ อ ย่ า ง ไ ร ?

 

นักประวัติศาสตร์เกือบจะทั้งหมดยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับประชาชาติยุคก่อนแน่นอน เมื่อประมาณ 300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช กล่าวคือ เป็นประชาชาติของเมืองสะดูมหรือโสโดมและเมืองอัมมูเราะห์หรือกอมอร์ราห์ ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลเดดซี และบ้างก็ว่าเป็นสองเมืองที่จมอยู่ภายใต้ทะเลเดดซีนี่เอง ซึ่งประชาชาติสองเมืองนี้เป็นประชาชาติในยุคท่านศาสดาลูฏ อะลัยฮิสสลาม ถูกพระเจ้า (อัลลอฮฺ ซบ.) ลงโทษพลิกแผ่นดินทั้งสองเมืองให้จมอยู่ใต้พื้นดิน เพราะการกระทำการอันเป็นบาปใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก นั่นคือ คือการร่วมการมย์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายด้วยกันซึ่งในยุคนี้แพร่หลายภายใต้ชื่อว่า รักร่วมเพศ

.

เ ห ตุ ก า ร ณ์ ใ น ยุ ค น บี ลู ฏ อ ะ ลั ย ฮิ ส ล า ม

เรื่องราวประวัติของท่านศาสดาลูฏ อะลัยฮิสสลาม และประชาชาติของท่านที่อาศัยอยู่ที่เมืองสะดูมนั้น มีปรากฏในคัมภีร์จากฟ้าทั้ง 3 คัมภีร์คือ

1. คัมภีร์เตารอต (โตราห์)

2. คัมภีร์อินญีล (ไบเบิ้ล) และ

3. คัมภีร์อัลกุรอาน

โดยเฉพาะในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานมีปรากฏอยู่ในหลายบท (ซูเราะห์) และหลายโองการ (อายะห์) ดังจะนำมาเสนอประวัติโดยย่อของศาสดาลูฏ อะลัยฮิสสลาม ดังนี้

.

ศ า ส ด า ลู ฏ อ ะ ลั ย ฮิ ส ส ล า ม

เป็นศาสดาในยุคเดียวกับท่านศาสดาอิบรอฮีมอะลัยฮิสสลาม และถือเป็นญาติใกล้ชิดกันด้วย กล่าวคือศาสดาลูฏมีศักดิ์เป็นหลานของท่านศาสดาอิบรอฮีม กล่าวคือลูฏเป็นบุตรของฮารอนซึ่งเป็นพี่น้องของศาสดาอิบรอฮีมอะลัยฮิสสลาม ทั้งสองอพยพจากเมืองบาบิโลนประเทศอิรัคไปยังประเทศอียิปต์ ทั้งสองพักอยู่ที่อียิปต์ช่วงเวลาหนึ่ง ก็เดินทางต่อไปยังประเทศปาเลสไตน์ ในระหว่างทางศาสดาลูฏขออนุญาตศาสดาอิบรอฮีมผู้เป็นลุงว่าตนเองจะเดินทางไปยังเมืองสะดูมในประเทศจอร์แดนปัจจุบัน เพราะอัลลอฺ (ซบ) ทรงแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ศาสดาเผยแผ่ศาสนาแก่ประชาชนในเมืองสะดูมนี้ ท่านศาสดาอิบรอฮีมก็อนุญาต ลูฏ จึงได้แยกทางออกไปยังเมืองสะดูมเพียงลำพัง เมื่อไปอยู่ที่เมืองสะดูมก็ได้สมรสกับหญิงชาวสะดูมคนหนึ่งชื่อ วาฮิละห์

.

ป ร ะ ช า ช า ติ ที่ ถู ก ท ำ ล า ย

พฤติกรรมของชาวเมืองสะดูมเป็นที่ชั่วช้านัก ไม่ว่าเรื่องการประทุษร้ายร่างกายผู้อ่อนแอ ทรยศต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ละอายที่จะกระทำการอันเป็นบาป และที่สำคัญคือ ก่ออาชญากรรมทางเพศ ด้วยการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกัน โดยเฉพาะชายกับชายที่เรียกว่า รักร่วมเพศซึ่งไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนนับแต่สร้างโลก ท่านศาสดาลูฏได้ตักเตือน ห้ามปรามและสั่งสอนให้เลิกพฤติกรรมอันชั่วช้านี้ โดยให้ยึดศาสนาของอัลลอฺ (ซบ) ให้ยำเกรงพระองค์ และให้ละเลิกที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน เพราะเป็นบาปที่อัลลอฮฺ (ซบ) ทรงห้ามไว้ เพราะการคงอยู่ในบาปดังกล่าวนั้นจะนำมาซึ่งภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่

 

แต่คำสอนคำเตือนของศาสดาลูฏก็มิได้รับการตอบรับจากคนส่วนใหญ่ของเมืองนี้แม้แต่ผู้เป็นภรรยาของศาสดาลูฏเองก็หาได้เชื่อในคำสอนของศาสดาผู้เป็นสามีไม่ แต่ศาสดาลูฏก็มิได้ย่อท้อในการเผยแผ่ศาสนายังคงเชิญชวนให้ประชาชนชาวสะดูมหันกลับมาสู่การสักการะอัลลอฮฺ (ซบ) เพียงพระองค์เดียว แทนที่ชาวสะดูมจะยอมรับและเชื่อฟังกลับหันหลังให้คำสั่งสอนนั้นอีกทั้งยังเยาะเย้ยถากถางและท้าทายว่า หากเจ้า (ลูฏ) พูดจริงก็ให้พระเจ้าลงโทษพวกเราซิรวมทั้งยังขับไล่ศาสดาลูฏให้ออกจากเมืองสะดูมด้วย เพราะพวกเขาถือว่าลูฏมิใช่เป็นคนเมืองสะดูมแต่เดิม หากแต่เป็นเพียงคนต่างถิ่นมาอาศัยอยู่ที่สะดูมเท่านั้น

 

เมื่อชาวสะดูมไม่ยอมเชื่อและไม่ยอมรับในคำสั่งสอนของท่านศาสดาลูฏ พวกเขายังคงก่อบาปใหญ่ด้วยการมีรักร่วมเพศอย่างเปิดเผยและไม่กลัวเกรงสิ่งใด ๆ อัลลอฮฺ (ซบ) จึงทรงลงโทษชาวสะดูมด้วยการส่งมาลาอิกะห์ (เทวฑูตของอัลลอฮฺ) ลงมาในรูปของชายหนุ่มรูปงาม 3 ท่าน ทั้ง 3 ได้ผ่านมายังศาสดาอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ซึ่งพำนักอยู่ ณ เมืองที่ไม่ไกลกันนัก ศาสดาอิบรอฮีมคิดว่าเป็นมนุษย์ธรรมดา ท่านจึงต้อนรับขับสู้ในฐานะแขกผู้มาเยือนอย่างดี ด้วยการเชือดแพะแกะทำอาหารอย่างดีเลิศรับแขก แต่พวกเขากลับไม่ยอมรับประทาน และแจ้งว่าพวกเขาเป็นใครพร้อมกับบอกข่าวดีแก่ศาสดาอิบรอฮีมว่าเขาจะมีบุตรที่เกิดจากพระนางสาเราะห์ ชื่อ อิสหากจากนั้นก็บอกแก่อิบรอฮีมว่า พวกตนได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังเมืองสะดูม เพื่อลงโทษคนในชุมชนนั้น ท่านศาสดาอิบรอฮีมแจ้งแก่ทั้งสามว่า ณ ที่เมืองนั้นมีศาสดาลูฏพักอยู่ด้วยนะ พวกเขาจึงบอกว่าพวกเราทราบและเขา (ลูฏ) และครอบครัวจะได้รับความปลอดภัยยกเว้นภรรยาของเขาที่ทรยศต่อคำสอนของเขา ซึ่งถือเป็นการทรยศต่ออัลลอฮฺ (ซบ) พระผู้เป็นเจ้า

 

มาลาอิกะห์ (เทวฑูต) ทั้งสามท่านได้เดินทางออกจากท่านศาสดาอิบรอฮีมมุ่งสู่เมืองสะดูม ครั้นถึงยังบ้านของท่านศาสดาลูฏในสภาพที่เป็นชายหนุ่มรูปงาม เมื่อศาสดาลูฏได้พบเห็นก็ตกใจและกลัวว่าพวกสะดูมจะเห็นและทำมิดีมิร้ายกับชายรูปงามสามท่านนี้ ท่านจึงให้พวกเขาพักอยู่แต่ในบ้านห้ามออกนอกบ้าน โดยปิดไม่ให้ผู้ใดรู้เห็นว่ามีชายหนุ่มมาเป็นแขกของท่าน จะรู้ก็เฉพาะคนในครอบครัวของเขาเท่านั้น

 

หนึ่งในครอบครัวของศาสดาลูฏคือภรรยาของเขา ซึ่งภรรยาของเขาแอบหนีออกไปหาพวกสะดูมและแจ้งข่าวว่า มีหนุ่มรูปงามมาอยู่ที่บ้านของลูฏ ซึ่งฉันไม่เคยเห็นผู้ใดรูปงามเยี่ยงคนสามคนนี้เลย เมื่อชาวเมืองสะดูมทราบอย่างนั้นก็พากันมายังบ้านของศาสดาลูฏในทันที เมื่อมาถึงประตูบ้านของศาสดาลูฏก็ตะโกนเรียกร้องให้ศาสดาลูฏส่งตัวชายรูปงามทั้งสามออกมาให้พวกตน ท่านศาสดาลูฏได้ปกป้องแขกทั้งสามอย่างสุดกำลังไม่ยอมส่งตัวทั้งสามออกไปตามคำร้องขอ และกล่าวกับพวกเหล่านั้นว่า พวกเขาเหล่านี้เป็นแขกของฉัน พวกท่านอย่าได้ทำให้ฉันอัปยศเลย ขอพวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และโปรดอย่าทำให้ฉันต้องถึงกับอับอายขายหน้าเลย” (68-69/15)

 

ขณะเดียวกันท่านก็ได้พูดจาโน้มน้าวให้พวกเหล่านั้นยอมอ่อนข้อไม่กระทำการอันน่าอัปยศคือ การนำเอาแขกทั้งสามไปปู้ยี้ปู้ยำทางเพศกับคนเพศเดียวกัน แต่พวกเหล่านั้นก็หาได้เชื่อฟังไม่ กลับต้องการจะพังประตูเข้าในบ้านของท่านศาสดาลูฏ

 

ระหว่างหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น มาลาอิกะห์ (เทวฑูต) ทั้งสามท่านก็เปิดเผยตัวเองว่า พวกตนเป็นมาลาอิกะห์ (เทวฑูต) ที่อัลลอฮฺ(ซบ) ส่งมาเพื่อลงโทษพวกเหล่านั้น พวกเขาจึงบอกกับท่านศาสดาลูฏว่า ท่านจงนำครอบครัวของท่านออกไปจากเมืองนี้เสีย เพราะในตอนรุ่งอรุณเช้านี้จะมีการลงโทษพวกที่ก่อความอัปยศในแผ่นดินนี้ และบอกว่าเมื่อท่านออกไปแล้วอย่าได้หันกลับมามองเมืองนี้เลย และแล้วท่านและครอบครัวก็เดินทางออกจากเมืองนี้ไป

.

บ ท ล ง โ ท ษ ส ำ ห รั บ ผู้ ที่ ดื้ อ ดึ ง ต่ อ อั ล ล อ ฮฺ (ซ บ)

เมื่อถึงยามรุ่งอรุณในเช้าวันนั้น อัลลอฮฺก็ทรงทำลายพวกของศาสดลูฏ ซึ่งพระองค์ทรงสั่งให้พลิกคว่ำเมืองของพวกนั้นจากข้างบนเป็นข้างล่าง โดยให้ญิบรีลยกเอาเมืองสะดูมขึ้นยังฟ้าแล้วปล่อยหกคว่ำยังพื้นดิน แล้วพระองค์ก็ยังได้ประดังหินที่แผดร้อนลงมาอย่างต่อเนื่องทำลายเมืองสะดูม ซึ่งหินนั้นจะมีชื่อของผู้ถูกทำลายแต่ละคนถูกสลักไว้ด้วยในหินแต่ละก้อน โดยที่เมืองนั้นอยู่ไม่ไกลจากกาฟิรชาวมักกะห์ผู้คดโกงขณะเดินทางผ่านไปยังประเทศซาม” (ความจากอัลกุรอานบท ฮูด โองการที่ 82-83)

ท่านศาสดาลูฏและบุตรสาวอีกสองคนก็ปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮฺ (ซบ) ในที่สุด

 

จากประวัติศาสตร์ดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การลงโทษของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นจริง และผู้ที่ได้รับการลงโทษคือผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ (ซบ) อันได้แก่ศาสนาของพระองค์ ดังนั้น กรณีพฤติกรรมรักร่วมเพศจึงเป็นเหตุหนึ่งที่อัลลอฮฺ(ซบ) จะลงโทษผู้ปฏิบัติ และหากผู้คนในสังคมไม่ตักเตือนกันและกันในเรื่องบาปกรรมนี้ ภัยพิบัติอาจประสบกับคนทุกคนในหมู่ชนนั้น เพราะอัลลอฮฺ (ซบ) ทรงเตือนไว้แล้วว่า

 

พวกท่านจงพึงระวังภัยพิบัติเถิด เพราะภัยนั้นมิได้ประสบแก่ผู้ละเมิดศาสนาเท่านั้น หากแต่จะประสบแก่หมู่ชนทุกคนหากพวกเขาเมินเฉยต่อพฤติกรรมความชั่วโดยไม่มีการแนะนำตักเตือนห้ามปราม แท้จริงการลงโทษของอัลลอฮฺนั้นรุนแรงยิ่งนัก

(ความจากอัลกุรอานบทอัลอัมฟานโองการที่ 25)

 

อย่างไรก็ตาม รักร่วมเพศในปัจจุบันได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็น ชายรักชาย หญิงรักหญิง และมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ แต่คนในสังคมกลับให้การยอมรับ เมื่อมองไปทางไหนก็เจอจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ) ทรงมีพระประสงค์และเป็นวิทยปัญญาข้อเตือนใจให้ชนรุ่นหลังไปตรึกตรอง โดยทิ้งร่องรอยหลักฐานในอดีตของยุคของท่านนบีลูฏ นั่นก็คือสถานที่ที่เรียกว่า อัลบะห์รุ้ลมัยยิต หรือ ทะเลเดดซี เพื่อเป็นข้อเตือนใจแก่คนปัจจุบัน และเป็นภาพฟ้องประจานเรื่องราวในอดีต และจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็น่าจะพอทำให้ทุกท่านทราบแล้วว่า บั้นปลายของผู้ที่ดื้อดึงต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ (ซบ) ลงท้ายจะจบและเป็นเช่นใด...

FISABILILLAHฟีซะบีลิลลาห์
Cr. อาจารย์ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ
----------------------------------------
ติดตามผลงานได้ที่ facebook :https://www.facebook.com/pages/Islam-is-the-one/1470654809825601?fref=ts
blogspot : http://adminhabeel.blogspot.com/
subscribe :https://www.youtube.com/channel/UCO65N6WDOMhklCGzOlZzUnA

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Disqus Shortname

Comments system