ประวัติศาสตร์ทะเลสาบมรณะกับรักรวมเพศ
#AlBahrulMayit_DeadSea_ทะเลสาบมรณะ
ทะเลเดดซี หรือ ทะเลมรณะ (อังกฤษ: Dead
Sea; อาหรับ: البَحْر المَيّت, อัลบะฮฺรุ
อัลมัยยิต; ฮีบรู: יָם הַמֶּלַח, ยัม ฮาเมลาห์ (ทะเลเกลือ))
เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก
อยู่ตรงเขตแดนประเทศจอร์แดนและอิสราเอล ระดับน้ำอยู่ต่ำที่สุด
ทะเลเดดซีอยู่ระหว่างเทือกเขายูเดียที่ด้านเหนือ
และที่ราบสูงทรานสจอร์แดนที่ด้านตะวันออก
แม่น้ำจอร์แดนจะไหลจากทางเหนือมายังทะเลเดดซีนี้ ซึ่งมีความยาว 80
กิโลเมตร และมีความกว้างถึง 18 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่นั้น 1,020
ตารางกิโลเมตร แหลมอัลลิซาน (แปลว่า ลิ้น) แบ่งทะเลสาบด้านตะวันออกเป็นสองส่วน
ตอนเหนือใหญ่กว่า ล้อมรอบพื้นที่ 3/4 ของพื้นที่ทั้งหมด
ส่วนความลึกนั้นประมาณ 400 เมตร แอ่งตอนเหนือนั้นเล็ก และตื้น
(ลึกประมาณ 3 เมตร)
พื้นที่บริเวณตอนเหนือเท่านั้นที่มีผู้อยู่อาศัย และระดับน้ำต่ำกว่าในปัจจุบัน 35
เมตร
คนชาวอาหรับจะเรียกทะเลสาบเดดซีกันว่า
"อัลบาห์รัลไมยิต” หมายความว่า ทะเลมรณะ เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ
ขณะที่ภาษาฮีบรูเรียกทะเลสาบนี้ว่า "ยัมฮาเมละฮ์" ซึ่งหมายความว่า
"ทะเลเกลือ" เป็นทะเลที่เค็มที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และมีความยาว 76
กิโลเมตร กว้างถึง 18 กิโลเมตร มีจุดที่ลึกที่สุดคือ 400
เมตร และอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 417.5 เมตร ซึ่งนับว่าเป็นพื้นที่
ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในโลกอีกแห่งด้วย สำหรับทะเลสาบเดดซี
เป็นทะเลที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย ยกเว้นแต่แบคทีเรียและเห็ดราบางชนิด
ทะเลเดดซีกินเนื้อที่ส่วนต่ำสุดของถ้ำในทะเลจอร์แดน-ทะเลเดดซี
(ยาว 560 กิโลเมตร)
ซึ่งขยายออกไปจากทางเหนือของสันปันน้ำแอฟริกาตะวันออก เป็นภูเขาที่จมลงในเขตรอบเลื่อนทวีปขนานสองรอย
คือทางตะวันออก ตามขอบที่ราบสูงโมอาบ
ซึ่งมองจากทะเลสาบนี้เห็นได้ง่ายกว่ารอยเลื่อนตะวันตก
ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการยกตัว
ในยุคจูแรสซิกและครีเทเชียส (คือราว 208
- 66.4 ล้านปีที่ผ่านมา) ก่อนการเกิดถ้ำ
ทะเลเมดิเตอร์เคไมโอซีน (23.7 - 5.3 ล้านปีที่ผ่านมา) ก้นทะเลยกตัวขึ้น
ทำให้มีระดับสูงกว่าเดิมมาก
ทะเลเดดซีอยู่ในเขตทะเลทราย น้ำเค็ม ฝนตกก็น้อย
และไม่สม่ำเสมอ ปีหนึ่งราว 65 มิลลิเมตร
เหตุที่เรียกว่าเดดซีเพราะทะเลสาบนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่นเลย
มีเพียงแม่น้ำจอร์แดนที่ไหลลงสู่ทะเลเท่านั้น
เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลนี้ระเหยขึ้นทำให้เกลือในทะเลสาบเดดซีตกค้างอยู่ในบริเวณเดิม
น้ำในทะเลสาบเดดซีจึงมีความเค็มมากกว่าน้ำทะเลปกติถึง 6
เท่า
ด้วยเหตุที่น้ำมีความเค็มมากขนาดนี้ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จึงเรียกทะเลสาบนี้ว่าทะเลสาบเดดซี
มีความหมายว่าทะเลสาบมรณะ
ท ะ เ ล เ ด ด ซี เ กี่ ย ว ข้ อ ง กั บ ป ร ะ
ช า ช า ติ ยุ ค ก่ อ น ห รื อ ไ ม่ อ ย่ า ง ไ ร ?
“นักประวัติศาสตร์เกือบจะทั้งหมดยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับประชาชาติยุคก่อนแน่นอน
เมื่อประมาณ 300 ปี ก่อนคริสต์ศักราช กล่าวคือ เป็นประชาชาติของเมืองสะดูมหรือโสโดมและเมืองอัมมูเราะห์หรือกอมอร์ราห์
ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลเดดซี และบ้างก็ว่าเป็นสองเมืองที่จมอยู่ภายใต้ทะเลเดดซีนี่เอง
ซึ่งประชาชาติสองเมืองนี้เป็นประชาชาติในยุคท่านศาสดาลูฏ อะลัยฮิสสลาม ถูกพระเจ้า
(อัลลอฮฺ ซบ.) ลงโทษพลิกแผ่นดินทั้งสองเมืองให้จมอยู่ใต้พื้นดิน
เพราะการกระทำการอันเป็นบาปใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก นั่นคือ “คือการร่วมการมย์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายด้วยกัน”
ซึ่งในยุคนี้แพร่หลายภายใต้ชื่อว่า รักร่วมเพศ”
.
เ ห ตุ ก า ร ณ์ ใ น ยุ ค น บี ลู ฏ อ ะ ลั ย
ฮิ ส ล า ม
“เรื่องราวประวัติของท่านศาสดาลูฏ อะลัยฮิสสลาม
และประชาชาติของท่านที่อาศัยอยู่ที่เมืองสะดูมนั้น มีปรากฏในคัมภีร์จากฟ้าทั้ง 3
คัมภีร์คือ
1. คัมภีร์เตารอต (โตราห์)
2. คัมภีร์อินญีล (ไบเบิ้ล) และ
3. คัมภีร์อัลกุรอาน
โดยเฉพาะในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานมีปรากฏอยู่ในหลายบท
(ซูเราะห์) และหลายโองการ (อายะห์) ดังจะนำมาเสนอประวัติโดยย่อของศาสดาลูฏ
อะลัยฮิสสลาม ดังนี้
.
ศ า ส ด า ลู ฏ อ ะ ลั ย ฮิ ส ส ล า ม
เป็นศาสดาในยุคเดียวกับท่านศาสดาอิบรอฮีมอะลัยฮิสสลาม
และถือเป็นญาติใกล้ชิดกันด้วย กล่าวคือศาสดาลูฏมีศักดิ์เป็นหลานของท่านศาสดาอิบรอฮีม
กล่าวคือลูฏเป็นบุตรของฮารอนซึ่งเป็นพี่น้องของศาสดาอิบรอฮีมอะลัยฮิสสลาม
ทั้งสองอพยพจากเมืองบาบิโลนประเทศอิรัคไปยังประเทศอียิปต์
ทั้งสองพักอยู่ที่อียิปต์ช่วงเวลาหนึ่ง ก็เดินทางต่อไปยังประเทศปาเลสไตน์
ในระหว่างทางศาสดาลูฏขออนุญาตศาสดาอิบรอฮีมผู้เป็นลุงว่าตนเองจะเดินทางไปยังเมืองสะดูมในประเทศจอร์แดนปัจจุบัน
เพราะอัลลอฺ (ซบ)
ทรงแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ศาสดาเผยแผ่ศาสนาแก่ประชาชนในเมืองสะดูมนี้
ท่านศาสดาอิบรอฮีมก็อนุญาต ลูฏ จึงได้แยกทางออกไปยังเมืองสะดูมเพียงลำพัง
เมื่อไปอยู่ที่เมืองสะดูมก็ได้สมรสกับหญิงชาวสะดูมคนหนึ่งชื่อ “วาฮิละห์”
.
ป ร ะ ช า ช า ติ ที่ ถู ก ท ำ ล า ย
“พฤติกรรมของชาวเมืองสะดูมเป็นที่ชั่วช้านัก
ไม่ว่าเรื่องการประทุษร้ายร่างกายผู้อ่อนแอ ทรยศต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ไม่ละอายที่จะกระทำการอันเป็นบาป และที่สำคัญคือ ก่ออาชญากรรมทางเพศ
ด้วยการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกัน โดยเฉพาะชายกับชายที่เรียกว่า “รักร่วมเพศ”
ซึ่งไม่เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อนนับแต่สร้างโลก
ท่านศาสดาลูฏได้ตักเตือน ห้ามปรามและสั่งสอนให้เลิกพฤติกรรมอันชั่วช้านี้
โดยให้ยึดศาสนาของอัลลอฺ (ซบ) ให้ยำเกรงพระองค์
และให้ละเลิกที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน เพราะเป็นบาปที่อัลลอฮฺ (ซบ)
ทรงห้ามไว้ เพราะการคงอยู่ในบาปดังกล่าวนั้นจะนำมาซึ่งภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่
แต่คำสอนคำเตือนของศาสดาลูฏก็มิได้รับการตอบรับจากคนส่วนใหญ่ของเมืองนี้แม้แต่ผู้เป็นภรรยาของศาสดาลูฏเองก็หาได้เชื่อในคำสอนของศาสดาผู้เป็นสามีไม่
แต่ศาสดาลูฏก็มิได้ย่อท้อในการเผยแผ่ศาสนายังคงเชิญชวนให้ประชาชนชาวสะดูมหันกลับมาสู่การสักการะอัลลอฮฺ
(ซบ) เพียงพระองค์เดียว
แทนที่ชาวสะดูมจะยอมรับและเชื่อฟังกลับหันหลังให้คำสั่งสอนนั้นอีกทั้งยังเยาะเย้ยถากถางและท้าทายว่า
“หากเจ้า (ลูฏ)
พูดจริงก็ให้พระเจ้าลงโทษพวกเราซิ” รวมทั้งยังขับไล่ศาสดาลูฏให้ออกจากเมืองสะดูมด้วย
เพราะพวกเขาถือว่าลูฏมิใช่เป็นคนเมืองสะดูมแต่เดิม
หากแต่เป็นเพียงคนต่างถิ่นมาอาศัยอยู่ที่สะดูมเท่านั้น
เมื่อชาวสะดูมไม่ยอมเชื่อและไม่ยอมรับในคำสั่งสอนของท่านศาสดาลูฏ
พวกเขายังคงก่อบาปใหญ่ด้วยการมีรักร่วมเพศอย่างเปิดเผยและไม่กลัวเกรงสิ่งใด ๆ
อัลลอฮฺ (ซบ) จึงทรงลงโทษชาวสะดูมด้วยการส่งมาลาอิกะห์ (เทวฑูตของอัลลอฮฺ)
ลงมาในรูปของชายหนุ่มรูปงาม 3 ท่าน ทั้ง 3
ได้ผ่านมายังศาสดาอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม ซึ่งพำนักอยู่ ณ เมืองที่ไม่ไกลกันนัก
ศาสดาอิบรอฮีมคิดว่าเป็นมนุษย์ธรรมดา
ท่านจึงต้อนรับขับสู้ในฐานะแขกผู้มาเยือนอย่างดี ด้วยการเชือดแพะแกะทำอาหารอย่างดีเลิศรับแขก
แต่พวกเขากลับไม่ยอมรับประทาน
และแจ้งว่าพวกเขาเป็นใครพร้อมกับบอกข่าวดีแก่ศาสดาอิบรอฮีมว่าเขาจะมีบุตรที่เกิดจากพระนางสาเราะห์
ชื่อ “อิสหาก” จากนั้นก็บอกแก่อิบรอฮีมว่า
พวกตนได้รับมอบหมายให้เดินทางไปยังเมืองสะดูม เพื่อลงโทษคนในชุมชนนั้น
ท่านศาสดาอิบรอฮีมแจ้งแก่ทั้งสามว่า ณ ที่เมืองนั้นมีศาสดาลูฏพักอยู่ด้วยนะ
พวกเขาจึงบอกว่าพวกเราทราบและเขา (ลูฏ)
และครอบครัวจะได้รับความปลอดภัยยกเว้นภรรยาของเขาที่ทรยศต่อคำสอนของเขา
ซึ่งถือเป็นการทรยศต่ออัลลอฮฺ (ซบ) พระผู้เป็นเจ้า
มาลาอิกะห์ (เทวฑูต)
ทั้งสามท่านได้เดินทางออกจากท่านศาสดาอิบรอฮีมมุ่งสู่เมืองสะดูม
ครั้นถึงยังบ้านของท่านศาสดาลูฏในสภาพที่เป็นชายหนุ่มรูปงาม
เมื่อศาสดาลูฏได้พบเห็นก็ตกใจและกลัวว่าพวกสะดูมจะเห็นและทำมิดีมิร้ายกับชายรูปงามสามท่านนี้
ท่านจึงให้พวกเขาพักอยู่แต่ในบ้านห้ามออกนอกบ้าน
โดยปิดไม่ให้ผู้ใดรู้เห็นว่ามีชายหนุ่มมาเป็นแขกของท่าน
จะรู้ก็เฉพาะคนในครอบครัวของเขาเท่านั้น
หนึ่งในครอบครัวของศาสดาลูฏคือภรรยาของเขา
ซึ่งภรรยาของเขาแอบหนีออกไปหาพวกสะดูมและแจ้งข่าวว่า
มีหนุ่มรูปงามมาอยู่ที่บ้านของลูฏ ซึ่งฉันไม่เคยเห็นผู้ใดรูปงามเยี่ยงคนสามคนนี้เลย
เมื่อชาวเมืองสะดูมทราบอย่างนั้นก็พากันมายังบ้านของศาสดาลูฏในทันที
เมื่อมาถึงประตูบ้านของศาสดาลูฏก็ตะโกนเรียกร้องให้ศาสดาลูฏส่งตัวชายรูปงามทั้งสามออกมาให้พวกตน
ท่านศาสดาลูฏได้ปกป้องแขกทั้งสามอย่างสุดกำลังไม่ยอมส่งตัวทั้งสามออกไปตามคำร้องขอ
และกล่าวกับพวกเหล่านั้นว่า “พวกเขาเหล่านี้เป็นแขกของฉัน
พวกท่านอย่าได้ทำให้ฉันอัปยศเลย ขอพวกท่านจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด
และโปรดอย่าทำให้ฉันต้องถึงกับอับอายขายหน้าเลย” (68-69/15)
ขณะเดียวกันท่านก็ได้พูดจาโน้มน้าวให้พวกเหล่านั้นยอมอ่อนข้อไม่กระทำการอันน่าอัปยศคือ
การนำเอาแขกทั้งสามไปปู้ยี้ปู้ยำทางเพศกับคนเพศเดียวกัน
แต่พวกเหล่านั้นก็หาได้เชื่อฟังไม่
กลับต้องการจะพังประตูเข้าในบ้านของท่านศาสดาลูฏ
ระหว่างหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น มาลาอิกะห์
(เทวฑูต) ทั้งสามท่านก็เปิดเผยตัวเองว่า พวกตนเป็นมาลาอิกะห์ (เทวฑูต)
ที่อัลลอฮฺ(ซบ) ส่งมาเพื่อลงโทษพวกเหล่านั้น พวกเขาจึงบอกกับท่านศาสดาลูฏว่า
ท่านจงนำครอบครัวของท่านออกไปจากเมืองนี้เสีย
เพราะในตอนรุ่งอรุณเช้านี้จะมีการลงโทษพวกที่ก่อความอัปยศในแผ่นดินนี้
และบอกว่าเมื่อท่านออกไปแล้วอย่าได้หันกลับมามองเมืองนี้เลย
และแล้วท่านและครอบครัวก็เดินทางออกจากเมืองนี้ไป”
.
บ ท ล ง โ ท ษ ส ำ ห รั บ ผู้ ที่ ดื้ อ ดึ ง
ต่ อ อั ล ล อ ฮฺ (ซ บ)
“เมื่อถึงยามรุ่งอรุณในเช้าวันนั้น “อัลลอฮฺก็ทรงทำลายพวกของศาสดลูฏ
ซึ่งพระองค์ทรงสั่งให้พลิกคว่ำเมืองของพวกนั้นจากข้างบนเป็นข้างล่าง
โดยให้ญิบรีลยกเอาเมืองสะดูมขึ้นยังฟ้าแล้วปล่อยหกคว่ำยังพื้นดิน
แล้วพระองค์ก็ยังได้ประดังหินที่แผดร้อนลงมาอย่างต่อเนื่องทำลายเมืองสะดูม
ซึ่งหินนั้นจะมีชื่อของผู้ถูกทำลายแต่ละคนถูกสลักไว้ด้วยในหินแต่ละก้อน
โดยที่เมืองนั้นอยู่ไม่ไกลจากกาฟิรชาวมักกะห์ผู้คดโกงขณะเดินทางผ่านไปยังประเทศซาม”
(ความจากอัลกุรอานบท ฮูด โองการที่ 82-83)
ท่านศาสดาลูฏและบุตรสาวอีกสองคนก็ปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮฺ
(ซบ) ในที่สุด”
“จากประวัติศาสตร์ดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า
การลงโทษของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นจริง
และผู้ที่ได้รับการลงโทษคือผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮฺ (ซบ)
อันได้แก่ศาสนาของพระองค์ ดังนั้น
กรณีพฤติกรรมรักร่วมเพศจึงเป็นเหตุหนึ่งที่อัลลอฮฺ(ซบ) จะลงโทษผู้ปฏิบัติ
และหากผู้คนในสังคมไม่ตักเตือนกันและกันในเรื่องบาปกรรมนี้
ภัยพิบัติอาจประสบกับคนทุกคนในหมู่ชนนั้น เพราะอัลลอฮฺ (ซบ) ทรงเตือนไว้แล้วว่า
“พวกท่านจงพึงระวังภัยพิบัติเถิด
เพราะภัยนั้นมิได้ประสบแก่ผู้ละเมิดศาสนาเท่านั้น
หากแต่จะประสบแก่หมู่ชนทุกคนหากพวกเขาเมินเฉยต่อพฤติกรรมความชั่วโดยไม่มีการแนะนำตักเตือนห้ามปราม
แท้จริงการลงโทษของอัลลอฮฺนั้นรุนแรงยิ่งนัก”
(ความจากอัลกุรอานบทอัลอัมฟานโองการที่ 25)
อย่างไรก็ตาม “รักร่วมเพศ”
ในปัจจุบันได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็น ชายรักชาย
หญิงรักหญิง และมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติ
แต่คนในสังคมกลับให้การยอมรับ เมื่อมองไปทางไหนก็เจอจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว
พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ)
ทรงมีพระประสงค์และเป็นวิทยปัญญาข้อเตือนใจให้ชนรุ่นหลังไปตรึกตรอง
โดยทิ้งร่องรอยหลักฐานในอดีตของยุคของท่านนบีลูฏ นั่นก็คือสถานที่ที่เรียกว่า
อัลบะห์รุ้ลมัยยิต หรือ ทะเลเดดซี เพื่อเป็นข้อเตือนใจแก่คนปัจจุบัน
และเป็นภาพฟ้องประจานเรื่องราวในอดีต
และจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ก็น่าจะพอทำให้ทุกท่านทราบแล้วว่า
บั้นปลายของผู้ที่ดื้อดึงต่อคำสั่งของอัลลอฮฺ (ซบ) ลงท้ายจะจบและเป็นเช่นใด...
FISABILILLAHฟีซะบีลิลลาห์
Cr. อาจารย์ซารีฟ (ประสาน) ศรีเจริญ----------------------------------------
ติดตามผลงานได้ที่ facebook :https://www.facebook.com/pages/Islam-is-the-one/1470654809825601?fref=ts
blogspot : http://adminhabeel.blogspot.com/
subscribe :https://www.youtube.com/channel/UCO65N6WDOMhklCGzOlZzUnA

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น